life

when I am getting 1 year older than before

posted on 26 Oct 2010 00:38 by i-heart-jj in life
 
 
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดค่ะ
 
เป็นสาววันจันทร์ ราศีคาบเกี่ยวระหว่าง ตุลย์ กับพิจิก เลือดกรุ๊ปบี
 
รวมความช่างวีนไว้ในตัวหมดเลย
 
ที่สำคัญยัง "โสด" แล้วก็ "ว่าง" ค่ะ
 
 
ฮ่าๆๆ เหมือนประกาศหาคู่เลย
 
ปีนี้เข้าใกล้เลขสามแล้ว ใกล้มากด้วย TT_TT
 
แต่ว่าทำใจแล้วล่ะ ว่าถึงจะโสด จนแก่หง่อม เราก็ไม่หวั่น
 
อาจจะเสียใจนิดหน่อย ที่ไม่เคยเข้าใจว่าอารมณ์คนมีแฟนเป็นยังไง
 
แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่เนอะ (ใช่ซี่ เพื่อนซี้ยังไม่แต่งงาน ยังโสดเหมือนกัน ดังนั้น ด้อนท์ แคร์นะคะ)
 
ปีนี้ มาคิดดู เรื่องงานดูจะเอฟเฟ็กต์สุด
 
โดนมองว่าเป็นคนที่ตรง และแรงมาก คำพูดนี่ ทำร้ายจิตใจคนอื่น
 
แต่อย่างว่านะ คนที่แสดงออกมักเสียเปรียบ
 
แล้วเราก็มักชอบเป็นนางมารร้าย มากกว่านางเอกเสียด้วยสิ
 
แต่ว่าเค้าไม่เคยได้ยินเหรอ ว่าคนพดตรงน่ะ ส่วนใหญ่ ใจอ่อนจะตาย
 
เพราะว่าไม่เข้มแข็งพอไง จึงต้องสร้างคำพูดเป็นบาเรีย
 
แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักจริงๆ จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นคน ใจอ่อนกับคนมาก
 
ไม่ได้แข็งหรอก แต่ว่าเป็นคนที่ มั่น พอตัวเลยล่ะ
 
แต่ถ้ามีเหตุผล ละก็ เราโอเค ยอมรับ
 
แต่ส่วนใหญ่เรื่องมันจะไม่ใช่อย่างนั้น มันจะเป็นแบบคิดเอาเอง นึกเอาเอง
 
นั่นล่ะ เกลียดสุดๆ เลย
 
กลายเป็นว่า เป็นข้อเสียซะงั้น
 
ดังนั้นสิ้นปีนี้ จะทำงานครบสองปีครึ่ง ถ้ายังไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง (อย่างที่เขาลือกัน)
 
ก็ไม่ต้องแปลกใจเลย มันก็ต้องเป็นเรื่องที่ตรง และแรงเกินไปนี่ล่ะ
 
เฮ้อ...ดูท่าจะต้องลดความ "แมน" ในตัวลงๆ บ้างแล้วละมั้ง?
 
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เหมือนเดิม
 
ลดน้ำหนักไม่ไปถึงไหน แถมตรวจร่างกาย เจอน้ำตาลสูงขึ้น คลอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น (เครียดกว่าเดิม)
 
เลือดจางยังเหมือนเดิม ต้องหาแคลเซี่ยมมากินเพราะว่าเสี่ยงกระดูกพรุนก่อนวัย
 
ไม่ได้ไปเที่ยวไหน เนื่องจากต้องอยู่สแตนด์บาย แทนคนอื่นๆ
 
เรื่องงานโดนเพ่งเล็งบ้าง แต่ว่าไม่เครียด เพราะว่า positive feedback > negative feedback แต่ว่าไม่ได้ละเลยเช่นกัน กระตือรือร้นเพราะอย่างว่า ล่ะ อาจจะเป็นที่อีโก้เล็กๆ ที่มีติดตัว ไม่อยากให้ใครมาตำหนิ ดังนั้น พยายามรับผิดชอบทุกอย่างให้ใกล้เคียงคำว่าเพอร์เฟ็คที่สุด
 
แต่มนุษย์ ไม่มีอะไรเพอรเฟ็ค แต่กระนั้น ก็ยังสนุกกับงานอยู่
 
งานอดิเรก ทำเบเกอรี่ เสียงตอบรับดีมาก ดีจนมีคนยุให้ไปเปิดร้านเอง
 
เรื่องตัดเสื้อผ้า เพลาๆ ลง เพราะเห่อทำขนม แต่ว่าไม่ได้แล้ว ต้องตัดบ้าง เดี๋ยวสนิมกินหมด
 
เีขียนฟิก งานอีกอย่างที่มีโอกาสได้ทำอย่างต่อเนื่อง ได้รู้ว่า เรายังไม่ มือไม่ถึงจริงๆ แต่กระนั้น ก็ทู่ซี้เขียนเืรื่อยๆ ไม่หยุด
 
ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว เอ่อ...มีรอยร้าวนิดหน่อย แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่ขึ้นชื่อว่า "ร้าว"
ยังไงก็ไม่เหมือนเดิม
 
นอกนั้น โซ โซ อ่ะ
 
ส่วนโกลที่อยากทำ คงเป็นเรื่องงานก่อน (ปากท้องสำคัญ ค่าบัตรเครดิตบานตะไท)
 
นอกนั้น ก็อยากจะเป็นคนที่ "หน้าเด็ก" กว่าวัย อย่างที่ตอนนี้เป็นอยู่ ฮ่าๆๆๆ

ช่วงนี้บอสไม่อยู่ งานเลยไม่มาก ดังนั้นที่ทำงานจึงจัดอบรมพนง.

ซึ่งเราเอง ไม่ได้เข้าอบรมในครั้งนี้ ดังนั้นก็ต้องอยู่รับผิดชอบงานในส่วนของเรา

 งานที่เราทำจัดเป็น service อย่างหนึ่ง ตอนแรกไม่นึกว่าจะทำได้ แต่สุดท้าย อยู่มาสองปีแล้ว (ยังไม่เคยคิดจะออก)

แต่วันนี้มันมีเรื่องเกิดขึ้น

ลักษณะงานของเรา ต้องทำงานส่งต่อไปให้แผนกอื่นๆ วันนี้ งานไม่เยอะ แต่ในความรู้สึกเรา ทำไมกลับเหนื่อย

รู้สึกว่า process มันแปลก ไม่ไหลลื่น ทั้งๆ ที่อัตรากำลังคน ที่รองรับ ยังไงก็พอ

 

แต่ว่าวันนี้ได้กินข้าวบ่ายโมง

 

โอเค  มันอาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ต้องดึงเอาคนที่เข้าประชุม ออกมาช่วย

 

คำถามคือ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น???

 

เราเองรับผิดชอบในส่วนงานของเรา ไม่ได้มองเห็นภาพรวม ดังนั้นวันนี้เราคุยกับเพื่อนร่วมงานกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ว่ามันแปลก ทั้งๆ ที่ดูปริมาณงานแล้ว วันนี้ชิลมาก 

 

กลายเป็นว่า คนอีกแผนกหนึ่ง มาเห็นว่าเราจับกลุ่มคุยกัน

 

แล้วไปพูดต่อ ไปบอกต่อว่า พวกเราจับกันเป็นกลุ่มๆ แบ่งพรรค แบ่งกลุ่ม

 

ตลกไหม?

 

หลังจากนั้นเรื่องก็ถึง หัวหน้าที่ และหลังจากนั้น มันก็กลายเป็นฉากๆ หนึ่งในละคร ที่เต็มไปด้วยซีนอารมณ์

 

ดราม่า ล้วนๆ

 

จนพี่ที่อยู่ใ นเหตุการณ์โทรมาถามเรา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมมันถึงดู เป็น "เรื่องใหญ่" ได้ขนาดนี้

 

เราก็เล่าไปอย่างด้านบนนี่แหละ ว่า งานไม่เยอะ แต่มัน ไม่flow รู้สึกการกระจายงาน และวางคนมันแปลก

 

แล้วมันไปออกซี นอารมณ์ ร้องห่มร้องไห้ ได้อย่างไร?

 

พรุ่งนี้จะเป็นยังไง หัวหน้าจะเรียกเราคุยไหม? เราก็ไม่รู้ แต่อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ

 

ไม่เข้าใจ ก็ต้องถาม อย่าคิดไปเอง เพราะการที่หยิบโน่น ผสมนี่ แล้วเอาไปบอกต่อ โดยที่ความจริง ก็ไม่เคยถาม

 คิดว่าคนอื่นจะเอาไปนินทา ไปว่าลับหลัง?

 

อยากถามมาก (เดี๋ยวก็บอกว่า แรงไปอีก)  ว่ามีอะไร ให้ต้องน่าอิจฉาเหรอ?

 

ช่วยแจกแจงมาเป็นข้อๆ เลยได้ไหม ว่าอะไรทำให้คิดอย่างนั้น

 

คนเรามันกลับบ้านด้วยกัน นิสัย การมองโลกใกล้เคียงกัน งานอดิเรกคล้ายคลึงกัน มันก็ต้องคุยกันบ่อยเป็นธรรมดา

อย่าได้เอาสิ่งที่ตัวเองคิด และยึดเป็นบรรทัดฐาน มาตัดสินคนอื่น

เพราะสเกลของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

 

และที่เราไม่เข้าใจก็คือ หัวหน้า ก็ต้องเข้าใจ nature ของลูกน้องตัวเองไม่ใช่เหรอ? ว่าเป็นยังไง?

แต่ตรงนี้เรายังไม่อยากด่วนสรุป เพราะว่าเขายังไม่เข้ามาคุยกับเรา

 

คิดๆ ไป แล้วทำไมต้องเป็นเราด้วยล่ะ??? 

 

 

วันนี้จบวันแบบ งงๆ  แล้วก็รู้สึกเหนื่อย (แต่ว่าไม่มาก)

ไม่เก็บมาคิดมาก เดี๋ยวก็ลืม เพราะสำหรับเราแล้ว มันไม่มีประเด็นอะไรที่ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เลย

 

 

นอกจาก การคิดไปเอง ทึกทักเอาเอง และสรุปเอาเอง ของคนๆ เดียว

หาย รอบที่สอง

posted on 27 Aug 2010 19:20 by i-heart-jj in life

คนเรานี่ ถ้าพลาดครั้งแรก ก็คงไม่เป็นไร

แต่ถ้าพลาดเรื่องเดิม ซ้ำสองในวันติดๆ กันเนี่ย มันไม่ใช่ล่ะ

 

TT_TT

 

เข้ามาระบายเฉยๆ  ค่ะ เอาไว้ พิมพ์ในเวิร์ดก่อน เดี๋ยวก็อปมาแปะ